บทวิพากษ์วันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2553 กับ ปฐมบทของวันแรงงานสากล

The Critic of the Thai National May Day in the Year 2010 and the Origin of the International May Day

 

โชคชัย สุทธาเวศ

Chokchai Suttawet

 

          วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันของผู้ใช้แรงงานทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย กิจกรรมในวันนี้โดยทั่วไปจะเน้นรำลึกถึงประวัติศาสตร์แรงงาน ความสามัคคี และการเรียกร้อง ในประเด็นที่แรงงานควรได้รับการปฏิบัติ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เข้าร่วมหรือไปสังเกตงานวันแรงงานแห่งชาติเลย แต่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 นี้ ผมได้ไปสังเกตการณ์การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ได้พบเห็นมีทั้งเรื่องที่ดูแปลก น่าดีใจ และน่าเศร้าใจดังนี้

 

1. การที่คณะผู้นำแรงงานผู้เป็นกรรมการจัดงานแต่ละท่านได้เริ่มต้นพิธีกรรม

สำคัญของงานที่ท้องสนามหลวง โดยทำการวางพานพุ่มถวายความเคารพต่อพระรูปพระเจ้าอยู่หัวบนเวทีการจัดงาน จากนั้นประธานการจัดงานกล่าวนำสดุดีพระเจ้าอยู่หัวและปฏิญาณตนว่าจะยึดมั่นต่อแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ (ใกล้เคียงกับการถวายสัตย์ปฏิญาณ)

การเคารพเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวนั้น คนไทยโดยทั่วไปไม่รังเกียจ เรากระทำกันอยู่แล้วทั้งในชีวิตประจำวันและทำกันเป็นพิเศษในวันสำคัญแห่งชาติที่เน้นบทบาทสถาบันกษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์ ตี่ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาว่าต้องการล้มเจ้าหรือเปล่า ทำให้พิธีกรรมตรงนี้จึงเกิดขึ้นอย่างตั้งใจเป็นพิเศษในปีนี้ ราวกับว่ามีการหวั่นเกรงว่าแรงงานไม่เอาพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่เช่นนั้นก็คงจะเพื่อดึงแรงงานบางกลุ่มออกจากการเข้าร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูแปลก เพราะวันแรงงานแห่งชาติของไทย ซึ่งก็คือวันเดียวกับวันแรงงานสากลนั้น มาจากอุดมการณ์ของแรงงานในเรื่องความเสมอภาค อิสรภาพ สามัคคี ความยุติธรรม อำนาจการต่อรอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน วันนี้มีความหมายอย่างชัดเจนในทางประวัติศาสตร์ต่อทุกฝ่ายในระดับสากล* มิใช่เป็นวันที่บ่มเพาะมาจากประเพณีไทย

ผมคิดว่าการเชื่อมระหว่าง “แรงงาน” กับ “พระมหากษัตริย์” นั้นมีได้ และหากกระทำในวันแรงงานแห่งชาติอันเป็นนิมิตใหม่ก็ควรจะมีนัยว่าพระมหากษัตริย์ทรงเปิดเผยพระองค์หรือทรงโน้มตัวลงมาเป็นมิตรหรือวางพระองค์เสมอกับแรงงาน ทรงให้คุณค่ากับแรงงานโดยไม่ถือพระองค์อะไรทำนองนี้ แต่ปัญหาคือในที่เป็นจริงผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองของสังคมไทยยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ หากไม่ใช่ เพียงแต่เป็นพิธีกรรมกล่าวสดุดีและปฏิญาณตนเพื่อให้การจัดงานดูดี ก็จะเกิดช่องว่างทางอุดมคติหรืออุดมการณ์ใหม่กับการปฏิบัติอยู่ดี

สิ่งที่เราน่าจะได้เห็นในที่สุด เมื่อแรงงานสดุดีองค์ราชันแล้ว นายทุนหรือนายจ้างและผู้ปกครองและผู้บริหารของรัฐภาคส่วนต่างๆ จะกลายเป็นพวกเดียวกันกับแรงงานคนชั้นล่างเสียด้วยเลย (ได้หรือเปล่า) ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้ทรงเป็นตัวอย่างของการมิตรกับคนทุกชนชั้น

ในหลวงของเรา ในสายตาของผมทรงเป็นกษัตริย์นักสังคมนิยมอยู่แล้ว พระองค์เป็นผู้ใช้แรงงานที่มีอัจฉริยภาพสูงเยี่ยม และทรงยกย่อง “แรงงาน” คือ การทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถและเพื่อส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอ ทรงวางพระองค์เสมอประชาชนที่เป็นคนทำงานทั้งหลายเมื่อได้พบปะชาวบ้าน และทรงนิยมความสามัคคีอย่างยิ่ง ซึ่งการทำงานอย่างเต็มที่ การทำเพื่อส่วนรวม ความเสมอภาค และความสามัคคี ก็สอดคล้องกับอุดมคติที่สำคัญของแรงงาน แต่ดูเหมือนว่ามันมีอะไรบางอย่างในอุดมการณ์และระบบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ จากอดีต-ปัจจุบัน ทำให้พระองค์กับแรงงานแยกออกจากกันตลอดมา

 

2. ผู้ใช้แรงงานที่มาจากหน่วยงานของรัฐใส่เสื้อสีชมพู ประมาณคร่าวๆ ราว

ครึ่งหนึ่งของผู้มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวงทั้งหมด และดูเหมือนจากสำนักงานประกันสังคมมามากที่สุด ซึ่งมีมากกว่าผู้ใช้แรงงานที่ใส่สีอื่นๆ ผมคิดว่าแปลกเพราะสีชมพูเป็นสีที่ถูกใช้เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองเสียแล้วและมาใช้ในวันแรงงานแห่งชาติด้วย เดิมข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐจะใส่กากีไปทำงาน ต่อมาใส่สีเหลืองบางวันเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เน้นเสื้อเหลืองในการเคลื่อนไหวไล่ระบอบทักษิณเลิกชุมนุมไป และเมื่อในหลวงใส่สีชมพูข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐก็ใส่สีชมพูด้วย ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากใส่สีเหลืองกันแล้ว เมื่อเดือนเมษายนก็มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองใส่สีชมพูคัดค้านกลุ่มเสื้อแดงและคัดค้านการยุบสภา ใส่ได้ไม่นานก็หยุดไปกลายเป็นกลุ่มหลากสีมาแทน แต่กลุ่มผู้แสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงที่ใส่สีชมพูก็ยังมีอยู่และเรียกร้องให้สังคมเคารพรักในหลวง ก็น่ากังวลว่าถ้ากลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มใดเอาสีชมพูเป็นเสื้อสีหรือสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว แล้วหมิ่นเหม่ต่อภาพพจน์อันดีในการเคลื่อนไหว ต่อไปข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐก็คงเปลี่ยนสีกันอีก ซึ่งก็คงต้องรอดูด้วยว่าในหลวงจะทรงเน้นสีใดเป็นพิเศษในตอนนั้นด้วย

ถ้าพิเคราะห์กันให้ดีเรื่องสีกับในหลวงแล้ว พระองค์ทรงอยู่กับคนทั้งสองสี ในหลวงเกิดวันจันทร์จึงใช้สีเหลืองเป็นสีประจำพระองค์มานานแล้ว ข้าราชการก็ได้รับอนุญาตให้ใส่สีเหลืองในบางวันแทนชุดราชการเพื่อยกย่องในหลวง ต่อมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงใส่เสื้อสีเหลืองเคลื่อนไหวเพื่อแสดงจุดยืนเข้าข้างในหลวงด้วย การที่ทรงเน้นสีชมพูผมไม่ทราบชัดว่าทำไม พระองค์อาจจะไม่สบายพระทัยที่สีเหลืองถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองจึงทรงหันมาใส่สีชมพูแทน แต่ก็เคยได้ยินมาว่ามีผู้ถวายคำแนะนำว่าเป็นสีที่ช่วยส่งเสริมให้สุขภาพของพระองค์ดีขึ้นหรือเสริมอำนาจบารมีด้วยทำนองนั้น สำหรับผมแล้ว คิดไปว่าพระองค์มาใส่สีสีชมพูก็เพราะว่าสีนี้เป็นสีแดงที่เติมสีขาวลงไป การที่สีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ถูกเติมเข้าไปในสีแดง นั่นก็หมายถึงว่าพระองค์ก็อยู่ข้างคนสีแดงเช่นกัน แต่ขอให้เป็นแดงที่มีความบริสุทธิ์ใจเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยว่าการเคลื่อนไหวไม่ควรมุ่งไปสู่โทนสีแดงแจ๋เกินไป

แต่กระนั้นก็ตาม ผมขอเสนอว่าต่อไปกลุ่มใดๆ อย่าใส่เสื้อสีที่ในหลวงทรงนิยมเพื่อ

เคลื่อนไหวทางการเมืองอีกเลย เพราะมันเป็นการดึงสถาบันกษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือแอบอ้างจุดยืนของตนว่าเข้าข้างสถาบันกษัตริย์มาเคลื่อนไหว และรังเกียจกลุ่มอื่นที่อยู่ตรงข้าม พร้อมทั้งขับไสเขาไม่ให้เป็นฝ่ายเดียวกับในหลวงหรือไม่ให้ในหลวงรักคนกลุ่มอื่นที่มิใช่พวกตน อันเป็นการแบ่งเขาแบ่งเรา ทั้งๆ ที่ในหลวงทรงอยู่เหนือการเมือง พระองค์จะทรงถูกมองว่ามีมลทินได้ หากกลุ่มนั้นกระทำการเคลื่อนไหวที่หมิ่นเหม่ต่อพระราชปณิธาน

 

3. การประกาศคำขวัญวันแรงงานปีนี้ คือ “แรงงานไทยเข้มแข็ง  ร่วมแรง

สามัคคี  สดุดีองค์ราชัน” โดยประธานการจัดงานคือ นายทวี เตชะธีราวัฒน์ นั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าเพื่อเรียกร้องความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ตอบโต้ต่อการแตกแยกทางการเมืองของคนในชาติ และให้การสดุดีในหลวง ก็คงเพราะสถานการณ์การเมืองพาไปอย่างมาก แต่เมื่อวันแรงงานปีนี้จบลงไป คำขวัญนี้จะได้รับการปฏิบัติจริงอย่างไร “ใครตอบได้ ช่วยตอบที?”

 

4. ข้อเรียกร้องทั้ง 9 ข้อ ที่ประกาศโดย นายชินโชติ แสงสังข์ เลขานุการ

คณะกรรมการจัดงานนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่ล้วนแต่สำคัญต่อประชากรของประเทศทั้งแรงงานเองและคนทิ่คิดว่าตนเองไม่ใช่แรงงาน เสียดายที่วันแรงงานแห่งชาติคนที่มาร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโดยส่วนใหญ่ (ยกเว้นจากผู้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ) แต่ประชาชนทั่วๆ ไปไม่ได้เข้าร่วมและไม่ได้รับการเชิญชวนจากทางราชการหรือสหภาพแรงงานเองให้เข้าร่วม

 

5. ผู้เข้าร่วมงานดูไม่คึกคักเข้มข้น แข็งแกร่ง ดังเช่นในอดีต ผู้เข้าร่วมประมาณ

ได้เกือบหมื่นคน และขบวนการสหภาพแรงงานเอง แม้จะมาร่วมกันจัดงานหลายองค์การ แต่ก็ยังไม่มีความสามัคคีกันจริง หากสามัคคีกันจริงผู้เข้าร่วมน่าจะหลายหมื่นคนหรือเป็นเรือนแสน  กิจกรรมในงานอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ดูหงอยเหงา แต่ก็ที่เข้าใจได้ว่า เนื่องจากสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ส่วนงานบันเทิงประกอบก็มีแบบที่รู้กันว่าเลิกไม่ได้เสียแล้ว แต่ไม่ถึงค่ำทุกอย่างก็จบลง สนามหลวงก็คืนสู่ปกติแบบเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในตอนกลางวัน

กิจกรรมหนึ่งที่เราควรจะทำทุกปีคือการเสวนาในทางความคิดของขบวนการแรงงาน ผมเคยพยายามทำเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว จัดสัมมนาในวันแรงงานแห่งชาติที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ไม่ได้ขอให้การจัดสัมมนาในตอนนั้นเข้าร่วมฉลองวันแรงงานแห่งชาติต่อคณะผู้จัดงาน) เพื่อให้มีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงการสร้างสรรค์ขบวนการแรงงานในโอกาสที่วันแรงงานเวียนมาถึง ซึ่งในคราวนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานกับการเมืองและการตั้งพรรคการเมืองที่เป็นมิตรกับแรงงาน แต่ปีนี้ไม่มีงานเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการหรือการเมือง

 

6. ในปีนี้ข้อเรียกร้องทั้ง 9 คือ  

1) รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้
ลูกจ้าง ในกรณีที่สถานประกอบการปิดกิจการเลิกจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชย เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการทำงาน

2) รัฐต้องยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ของลูกจ้างในกรณีค่าชดเชย และเงินรายได้อื่นๆ ซึ่งเป็นเงินงวดสุดท้าย
3) รัฐต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 ให้กับลูกจ้างจากเดิมอายุงาน 10 ปีขึ้นไปจ่าย 10 เดือนเป็นอายุงาน 10 ปีขึ้นไปเพิ่มอีกปีละ 1 เดือน
4) รัฐต้องขยายกฎกระทรวงมาตรา 75 ตรี ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรจากอายุไม่เกิน 6 ปี เป็นอายุ 15 ปี
5) รัฐต้องยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และการขายรัฐวิสาหกิจทุกกิจการ
6) รัฐต้องรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
7) รัฐต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัยชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
8) รัฐต้องจัดให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการหรือในนิคมอุตสาหกรรมแล้วแต่กรณีโดยให้สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำค่าใช้จ่ายในกิจกรรมนี้ไปลดหย่อนภาษีได้
9) รัฐต้องตั้งคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานเป็นคณะทำงานติดตามประสานงานข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2553  

ในบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมด มีซ้ำกับที่เคยเรียกร้องมาหลายปีแล้วอยู่บ้าง เช่น ข้อ 5 – 8

แสดงว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นไม่มีผลในทางปฏิบัติหรือมีเล็กน้อย แต่โดยภาพรวมแล้วน่าดีใจเพราะเป็นข้อเรียกร้องที่มีสาระที่ดีทั้งสิ้น แม้ว่าบางข้อน่าจะเรียกร้องให้ครอบคลุมและเข้มข้นกว่านั้นได้อีกก็ตาม และการจะเป็นจริงเพียงใดนั้น นอกจากข้อ 9) แล้ว ขอเพิ่มข้อที่ 10) ด้วยว่า “รัฐต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติจากผู้ใช้แรงงานต่อรัฐสภาทุก 6 เดือน และบันทึกในราชกิจจานุเบกษา”

 

7. การกล่าวตอบข้อเรียกร้องของผู้นำแรงงานโดย นายไพฑูรย์ แก้วทอง

รัฐมนตรีว่าการประทรวงแรงงาน ประธานกล่าวเปิดงาน ที่ให้ข้อมูลว่ารัฐบาลกำลังทำในเรื่องต่างๆ ที่เรียกร้องให้อยู่แล้ว และเรื่องอื่นๆ ก็กำลังทำตามนโยบายรัฐบาลด้วย (รวมทั้งค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่มีการเรียกร้องในปีนี้ที่จะเน้นใช้กับแรงงานต่างด้าว ส่วนแรงงานไทยจะพยายามให้ได้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ) นั้น ก็ต้องอนุโมทนาสาธุกับความพยายามของรัฐบาลและท่านเจ้ากระทรวง แต่ก็อยากฝากถึงกระทรวงแรงงานว่าควรเอาข้อเรียกร้องที่มีทั้งหมดในรอบ 10-15 ปี มาพิจารณาว่าอะไรทำแล้ว อะไรทำไม่ได้ หรือ ทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร และจะจัดการให้มีผลจริงได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไร นอกจากนี้ ขอเสนอให้การยื่นข้อเรียกร้องในวันแรงงานแห่งชาติต่อรัฐบาลบรรจุเพิ่มเป็นกระบวนการยื่นข้อเรียกร้องและเจรจาต่อรองที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งมีผลในทางกฎหมายด้วย เสียที!!

 

8. การที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มากล่าวเปิดวันแรงงานแห่งชาติในปีนี้ นับเป็นอีก

ครั้งหนึ่งของการแสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันนี้เท่าที่ควร ก็น่าเสียดาย แต่ก็เข้าใจได้ว่ามีเหตุผลในเรื่องความปลอดภัยต่อตัวผู้นำ และปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองในขณะนี้

 

9. องค์การแรงงานต่างๆ คือ 12 สภาแรงงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน

ไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทยที่เคยแยกกันจัดงานมาหลายปี ในปีนี้ได้มาจัดงานร่วมกัน ก็เป็นเรื่องน่าดีใจที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักที หวังว่าหน่วยงานราชการจะช่วยกันส่งเสริมความสามัคคีของขบวนการแรงงานให้ชัดเจนมากขึ้นในการร่วมกันทำงานทุกด้านและให้ยั่งยืน

 

10. การปราศรัยตอบโต้กันบนรถขบวนสหภาพแรงงาน (คนละขบวน) ของผู้นำ

กลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กลุ่มที่ขับไล่นายกทักษิณ ในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ เป็นเรื่องดูมีรสชาด แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าใจด้วย

 

             งานวันแรงงานแห่งชาติในสมัยนี้ แตกต่างจากสมัยก่อนมาก เมื่อ 30 ปี มาแล้ว ผมได้พบเห็นการจัดงานวันแรงานแห่งชาติครั้งแรกที่สนามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2522 ในขณะอายุ 20 ปี และกำลังเรียนปริญญาตรีปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยนั้นนายไพศาล ธวัชชัยนันท์ เป็นประธานกลุ่มสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทยและเป็นประธานการจัดงานในปีนั้น วันแรงงานแห่งชาติสมัยนั้นนับเป็นวันที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มีผู้ใช้แรงงานหลายหมื่นคนเข้าร่วมงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา ในตอนนั้นผมรู้สึกประทับใจในความยิ่งใหญ่ของขบวนการแรงงานและผู้นำแรงงานที่ปราศรัยบนเวทีเอามากๆ ทุกวันนี้ก็ยังประทับใจต่อการจัดงานและการปราศรัยของผู้นำแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ไม่รู้คลาย

            แม้ว่างานปีนี้จะดูไม่ยิ่งใหญ่ดังในอดีต มีเรื่องแปลกใหม่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสมัครสมานสามัคคีกันขององค์การสหภาพแรงงานระดับชาติทั้งหลายทั้งที่ถูกกฎหมายและนอกกฎหมาย ซึ่งต้องขอชมเชยความพยายามดังกล่าวให้มีไว้ตลอดไป ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของวันแรงงานแห่งชาติคงหวนคืนมาสักวันหนึ่ง โชคดีที่วันแรงงานแห่งชาติและวันแรงงานสากลในประเทศไทยเป็นวันเดียวกัน โปรดช่วยกันรักษาให้มีเช่นนี้ไว้ให้ยั่งยืน และหวังว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดจะมีผลในทางปฏิบัติจริงในรอบหนึ่งปีนับจากนี้ไป ซึ่งย่อมต้องการสมรรถนะของขบวนการสหภาพแรงงานและหน่วยงานของรัฐตามลำดับ และความเห็นพ้องของนายจ้างด้วย

 

              * เหตุการณ์สำคัญอันเป็นต้นกำเนิดของวันแรงงานสากลคือ คนงานในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา นำประท้วงเพื่อเรียกร้องการทำงานวันละแปดชั่วโมง ที่สู้สะสมมาหลายปีแต่ต้องเผชิญกับการปฏิเสธของนายจ้างและการปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐ การเคลื่อนไหวครั้งที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) โดยในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 ได้เป็นวันหนึ่งที่สำคัญของการขยายตัวของการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1886  ณ จัตุรัส Haymarket เมืองชิคาโก มลรัฐอิลินอยส์ การประท้วงรุนแรงขึ้นและกลายสภาพเป็นอนาธิปไตย มีผู้ปาระเบิดใส่ตำรวจๆ จึงใช้ปืนกราดยิงผู้ประท้วงเพื่อควบคุมสถานการณ์ เหตุการณ์ชุลมุนจนตำรวจเองเสียชีวิต 8 นาย บาดเจ็บประมาณ 60 คน และคนงานเองก็เสียชีวิตด้วยอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บโดยไม่สามารถระบุจำนวนได้  ในที่สุดแกนนำผู้ประท้วงพ่ายแพ้ถูกตำรวจจับกุมด้วยข้อกล่าวหาปาระเบิดใส่ตำรวจ หนึ่งปีหลังจากนั้นใน ค.ศ. 1887 ผู้ประท้วงก็ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต 7 คน  และจำคุก 15 ปี 1 คน แต่ 6 ปี ต่อมาทางราชการก็ประกาศสำนึกผิดต่อคำตัดสินของตนว่าศาลพิพากษาไปโดยจำเลยมิได้ผิดจริง ผู้กระทำผิดเป็นมือที่สามมิใช่ผู้ที่ถูกจับ (เหตุการณ์ดูจะคล้ายอยู่บ้างกับมือที่สาม การยิงระเบิด และการเผาบ้านเผาเมืองระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงในประเทศเราในเดือนพฤษภาคม 2553)


              หลังจากนั้นในระหว่าง ค.ศ. 1889 – 1890 ขบวนการแรงงานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัศวินแห่งแรงงาน (Knights of Labors) ในสหรัฐอเมริกา และการประชุมสากลครั้งที่สอง (Second International) ของขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม ได้ตอบรับการเคลื่อนไหวเรียกร้องการทำงานวันละแปดชั่วโมงที่ยังมีต่อไปอย่างต่อเนื่องในอเมริกา โดยให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1890 เป็นวันรณรงค์ทั่วโลกในประเทศต่างๆ ที่คนงานจะต้องทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ทำให้วันแรงงานสากลจึงถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีนับแต่นั้นมา (ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Haymarket_affair และ http://encyclopedia.chicagohistory.org/pages/571.html)

                อนึ่งในบางประเทศจะมีการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติเป็นวันอื่น เช่น ในสหรัฐอเมริการัฐบาลกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนกันยายนของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ด้วยการรำลึกถึงการเสียชีวิตของแรงงาน 13 คน และบาดเจ็บ 57 คน ในการปะทะกับทหารที่เข้าสลายการนัดหยุดงานของคนงานบริษัทพูลแมน (Pullman Strike) จากการถูกลดค่าจ้างโดยบริษัท และได้รับการสนับสนุนด้วยการนัดหยุดงานอย่างเห็นอกเห็นใจ (sympathy strike) จากสหภาพแรงงานคนงานรถไฟ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโกรเวอร์ ลีฟแลนด์ เพราะแสลงใจกับการเคลื่อนไหวของคนงานอเมริกันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1886 ที่ยิ่งใหญ่กว่าและกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวสากลนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็สืบทอดประเพณีการพักผ่อนของแรงงานและครอบครัว การสนุกสนาน และการแข่งกีฬา ที่มีมาก่อนในอเมริกาด้วย มิได้เน้นนัยทางด้านความเสมอภาค อิสรภาพ สามัคคี ความยุติธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากอำนาจการต่อรองของแรงงาน เช่นที่วันที่ 1 พฤษภาคม ให้คุณค่า (ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Pullman_Strike)





อ่าน 1368 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 คำกล่าวปาฐกถา ปลัดกระทรวงแรงงาน ในวัน นิคม จันทรวิทุร ปี 2559
 ความรู้พื้นฐานว่าด้วยรัฐสวัสดิการและสวัสดิการสังคม
 วิกฤต โอกาส และอริยวิถีการเมืองไทย: ข้อเสนอต่อประชาชนและขบวนการสหภาพแรงงาน
 แรงกดดันและผลกระทบของการเปิดเสรีต่อแรงงาน
 ปัญหาแรงงานไทยในปัจจุบัน

 
 
 
   รำลึก...ชีวิตการงาน ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร 
   บรรณานุกรมผลงาน 
   อาจารย์ป๋วยกับจริยะธรรมในการพัฒนา 
   รำลึกถึงปรีดี และการปฎิวัติที่แท้จริง 
    อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย  
   อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย 
   อาจารย์ป๋วย ผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจต่อผู้ใช้แรงงาน 
   อาจารย์ผู้สร้างระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน 
   ระดมกำลังสติปัญญาช่วยแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 
   ภาระความรับผิดชอบ ความถูกต้องของคณะกรรมการค่าจ้าง 
   ญี่ปุ่นในยุค เครื่องจักรและหุ่นยนต์ 
ดูทั้งหมด >>
 
 
 
 
หน้าหลัก | ข่าวสารและกิจกรรม | วัตถุประสงค์ | นโยบาย | คณะกรรมการ | รูปภาพ | สมุดเยี่ยมชม | ติดต่อมูลนิธิ
Copyright 2009 www.nikonfoundation.org All rights reserved.
ข้อมูลภายใต้การดูแลของ มูลนิธินิคมจันทรวิทุร   Tel : 081-6134792   E-mail : octnet74@gmail.com