ความรู้พื้นฐานว่าด้วยรัฐสวัสดิการและสวัสดิการสังคม

ดร.โชคชัย สุทธาเวศ
มูลนิธินิคม จันทรวิทุร

    บทความนี้มุ่งนำเสนอเนื้อหาสามส่วนเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจ “รัฐสวัสดิการ” และ “สวัสดิการสังคม” ส่วนแรกคือ แนวความคิดว่าด้วยรัฐสวัสดิการ ส่วนที่สองคือ ขอบข่ายของสวัสดิการสังคม ส่วนที่สามคือ สาระสำคัญของการจัดสวัสดิการสังคมในบางกลยุทธ์และโปรแกรม

I. รัฐสวัสดิการ

รัฐสวัสดิการคืออะไร


           รัฐสวัสดิการมีรากฐานมาจากความคิดที่แตกต่างกันของการสร้างสรรค์สังคมเศรษฐกิจ ความคิดแรกคือลัทธิเสรีนิยมที่เน้นกลไกตลาดและการจ้างงานโดยเสรี โดยมุ่งการประกอบการต้องมีกำไรสูงสุด จึงสนใจสวัสดิการแรงงานและสวัสดิการสังคมน้อย คนทำงานต้องช่วยตัวเองอย่างมากในการดูแลชีวิตตนเองและครอบครัวจากค่าจ้างแรงงานที่หามาได้ และรัฐเองก็จะไม่เข้าไปช่วยเหลือหรือดูแลมากนัก ความคิดที่สองคือลัทธิสังคมนิยมที่เน้นการจัดการเศรษฐกิจโดยรัฐและการให้บริการฟรีทางสวัสดิการแรงงานและสวัสดิการสังคมโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน ส่วนความคิดที่สามเดินสายกลางระหว่างสองความคิดดังกล่าวคือลัทธิทุนนิยมสวัสดิการ (หรือพวกสังคมนิยมประชาธิปไตยในทางการเมือง) สนใจการดูแลแรงงานไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเน้นการจ้างงานเต็มที่และประสิทธิภาพแรงงานและบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจแบบผสมเพื่อให้มีเงินเก็บขนาดใหญ่มากพอในสังคมที่จะนำมาจัดสรรสวัสดิการสังคมของคนที่เกี่ยวโยงกับการทำงานทั้งประเทศ (ก่อนช่วงวัยทำงาน – ขณะทำงาน – หลังช่วงวัยทำงาน)


           ในรอบประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมา นักวิชาการระดับสากล (Cochrane, Clarke และ Gewirtz 2001) ได้ประมวลหาข้อยุติเรื่องรัฐสวัสดิการเป็นอย่างไรกันแน่ คำตอบคือ “รัฐสวัสดิการคือรัฐที่จัดหรือส่งเสริมหรือมีบทบาทให้มีการจัดสวัสดิการในสังคม โดยไม่จำเป็นที่รัฐต้องจัดสวัสดิการเองทั้งหมดหรือเสมอไป”


           การตรวจสอบว่าประเทศใดเป็นรัฐสวัสดิการเพียงใดนั้น เราสามารถดูได้จากสามหลักการร่วมกัน (Cochrane, Clarke และ Gewirtz 2001, Esping-Andrsen 1990) คือ ความเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare state) ความเป็นระบอบสวัสดิการ  (Welfare regime) และ ความเป็นเศรษฐกิจผสมของการจัดสวัสดิการ (Mixed economies of Welfare)


           รัฐที่มีความเป็นรัฐสวัสดิการจะให้ความสำคัญกับการจ้างงานเต็มที่ และการทำให้มีสวัสดิการแก่แรงงาน และ ประชาชนอย่างหลากหลายช่องทาง การจ้างงานเต็มที่ย่อมเป็นมาตรการสำคัญอันหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และสวัสดิการต่างๆ ย่อมนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานและประชาชน โดยรัฐไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมดหรือเสมอไป แต่ย่อมมีความรับผิดชอบบางประการที่จะทำให้ประเทศนั้นเป็นรัฐสวัสดิการ โดยอาศัยกฎเกณฑ์ การเงิน และสถาบันต่างๆ เพื่อให้มีการจัดสวัสดิการสังคม


           ความเป็นระบอบสวัสดิการจะเน้นที่การลดทอนการทำให้แรงงานกลายเป็นสินค้า (Extent of decommodification of labour) โดยทำให้แรงงานและสมาชิกในครอบครัวเป็นอิสระในการถูกจ้างหรือเข้าไปอยู่ในตลาดแรงงานเพื่อให้คนทำงานได้รับสวัสดิการทั้งในช่วงที่มีงานทำและแม้จะไม่มีงานทำก็ได้รับสวัสดิการใกล้เคียงกับขณะที่อยู่ในตลาดแรงงาน อันเป็นการลดอิทธิพลของกลไกตลาดที่กำความอยู่ดีกินดีของแรงงานด้วยการซื้อตัว (มูลค่าและคุณค่า) ของแรงงานเพื่อนำมาใช้งานผลิตสินค้าและบริการให้กับสถานประกอบการแลกกับค่าจ้างที่ได้รับ และให้การส่งเสริมสวัสดิการสังคมตามระดับและความหลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ (Extent of stratification) เช่น ตามกลุ่มอาชีพต่างๆ


           ความเป็นเศรษฐกิจผสมของสวัสดิการจะเน้นที่การมีผู้ให้บริการที่หลากหลาย อย่างน้อยสามส่วนจะเป็นผู้จัดให้บริการสวัสดิการคือ หน่วยงานของรัฐ องค์การอาสาสมัคร  และ องค์การเอกชน ระบบการเงินที่ใช้จัดการก็ย่อมมีได้อย่างหลากหลายระบบเช่นกัน


           ในยุคสมัยแห่งการแข่งขันทางอุดมการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ประชาธิปไตยในยุโรปพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบันนั้น ประเทศที่อาศัยเศรษฐกิจเสรีนิยมให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมแตกต่างกัน ในเรื่องนี้ Esping-Endersen นักวิชาการชาวสเปนได้เสนอในงาน “The Three Worlds of Welfare capitalism” (1990) โดยสรุปว่า

1.    ในบรรดาประเทศที่ใช้อุดมการณ์ทุนนิยมเสรีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐทุนนิยมสวัสดิการนั้น พบว่าประเทศเหล่านี้มีการใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน 3 อุดมการณ์ คือ1) สังคมประชาธิปไตย (Social Democracy) 2) คริสเตียนประชาธิปไตย (Christian Democrats) 3) เสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democracy)

2.    กลุ่มประเทศที่ใช้อุดมการณ์ สังคมประชาธิปไตย (Social Democracy) จะเน้นการจัดการตลาดแรงงานที่ตื่นตัว เป็นมิตรต่อการจ้างงาน และความมั่นคงในการจ้างงาน รวมไปถึงการดูแลสวัสดิการให้กับครอบครัวของคนทำงาน

3.    กลุ่มประเทศที่ใช้อุดมการณ์คริสเตียนประชาธิปไตยและเสรีนิยมประชาธิปไตยจะเน้นการส่งเสริมสวัสดิการต่อตัวแรงงานมากกว่าการจัดการตลาดแรงงานที่ตื่นตัว เป็นมิตรต่อการจ้างงาน และความมั่นคงในการจ้างงาน และมักจะละเลยการดูแลสวัสดิการให้กับครอบครัวของคนทำงาน


           นอกจากนี้ ในสมัยปัจจุบันที่การเมืองแบบประชาธิปไตยมีพัฒนาการที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เราพบว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของโลกมีความสำคัญยิ่ง การสร้างรัฐนิเวศ (Eco-State) หรือ รัฐอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental State) หรือ รัฐสีเขียว (Green State) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่มีการเสนอกันชัดเจนมากขึ้น (Meadowcroft 2005 และ Dryzek 2005) ประเทศที่ประสบความสำเร็จในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคมของประชาชน จึงจำเป็นต้องทบทวนตัวเองว่าความสำเร็จในทางคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆนั้นเกิดขึ้นบนความยั่งยืนของโลกอันเป็นที่รักใบนี้ของเราด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ “รัฐสวัสดิการ” ที่ประสพความสำเร็จในการสร้างประเทศมาแล้วในรอบเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา ก็พึงรับเอาอุดมการณ์นิเวศเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ถ้าเช่นนั้น การปรับตัวจาก “รัฐสวัสดิการ” เป็น “รัฐนิเวศ –สวัสดิการ” (Eco-Welfare State) ในปัจจุบัน และสู่อนาคตด้วยนั้น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและท้าทายมิใช่ประเทศที่ประสพความสำเร็จมาแล้ว แต่รวมถึงรัฐที่กำลังพัฒนาอยู่ด้วย


           เราไม่พึงแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านระบบสวัสดิการแรงงานและสวัสดิการสังคมที่เกิดขึ้นมาจากการขูดรีดทรัพยากรโลกอย่างบ้าคลั่ง ทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ และทำให้โลกร้อนขึ้นๆ จนสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอยู่กันอย่างผิดปกติจากธรรมชาติ และออกห่างจากความเป็นมนุษย์ที่แท้เข้าไปทุกทีๆ มิใช่หรือ


II. ขอบข่ายของสวัสดิการสังคม
สวัสดิการสังคมเป็นกลยุทธ์ (Strategies) และ โปรแกรม (Programmes) ต่างๆ ภายใต้กลยุทธ์ เพื่อความกินดีอยู่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน สวัสดิการสังคมแบบต่างๆ ที่จัดในสังคมจึงเป็นรูปธรรมของความเป็นรัฐสวัสดิการว่าไปในทิศทางไหนและมาก-น้อยเพียงใด
ภายใต้ระบบสวัสดิการสังคมหรือระบบความมั่นคงทางสังคมที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันนั้น เราสามารถแบ่งกลยุทธ์ (Strategies) และ มีโปรแกรม (Programmes) ของการให้บริการทางสวัสดิการสังคมออกเป็นหลายแบบ ดังนี้

1.    แบ่งตามกลยุทธ์หลักในการจัดสวัสดิการสังคม

1.1    การประกันสังคม (Social Insurance) วิธีการหลักก็คือการทำประกันไว้
ล่วงหน้า โดยปกติคือจ่ายเงินประกันตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้วจึงใช้สิทธิได้ โดยปกติการการประกันสังคมจะรับผิดชอบจัดทำหรือบริหารโดยรัฐหรือการกำกับของรัฐ แม้อาจจะบริหารในรูปองค์การอิสระก็ตามเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมหาศาล

1.2 การบริการสังคม (Social Service) วิธีการหลักก็คือการจัดบริการในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่รัฐจะเป็นผู้จัด โดยผู้รับบริการอาจได้รับบริการฟรีหรือจ่ายเงินตามกำหนด

1.3 การสังคมสงเคราะห์ (Social Work) วิธีการหลักก็คือการจัดบริการหรือให้
สิ่งของและเงินฟรีในสิ่งที่จำเป็นต่อการป้องกันหรือแก้ปัญหาความเดือดร้อนหรือมีความยากลำบาก  แต่ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเมื่อเดือดร้อน ซึ่งหน่วยงานรัฐ (ส่วนใหญ่) และเอกชน (ส่วนน้อย) เป็นผู้จัด โดยผู้รับบริการไม่ต้องจ่ายเงิน


1.3    การใช้กลยุทธ์ผสมผสาน (Mixed Strategies) คือ ใช้ทั้งสามอย่างผสมผสานกัน

           ผู้เขียนขอถือว่ากลยุทธ์ทั้งสี่นี้กลยุทธ์หลักในการเสริมสร้างความเป็นรัฐสวัสดิการ
และภายใต้กลยุทธ์เหล่านี้จะมีโปรแกรมหรือโครงการหรือระบบการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและแตกต่างกันไป โดยไม่ต้องใช้คำว่าโปรแกรมหรือโครงการนำหน้าก็ได้ เช่น มีการจัดตั้งกองทุน ไม่มีการจัดตั้งกองทุน แต่ใช้งบประมาณรัฐ นายจ้าง หรือ เอกชน และเป็นไปตามกรอบขององค์การผู้จัดและผู้รับบริการด้วย เป็นต้น ฉะนั้นในเนื้อหาที่กล่าวถึงในบทความนี้จึงสามารถพิจารณาโปรแกรมหรือโครงการหรือกิจกรรมการจัดสวัสดิการสังคมได้อย่างหลากหลายการจัดแบ่ง  ดังจะกล่าวต่อไป


2.    แบ่งตามความเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในสถานประกอบการ ได้แก่

2.1 การประกันสังคม (Social Insurance)
2.2 กองทุนเงินทดแทน (Workmen’s Compensation)
2.3 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
2.4 โครงการที่รับผิดชอบโดยนายจ้าง (Employers’ Liability Programme)
2.5 โครงการที่จัดโดยองค์การของลูกจ้าง เช่น สหภาพแรงงาน (Union’s
Responsible Programme)


3.    แบ่งตามความไม่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานในสถานประกอบการ ได้แก่


3.1 การบริการทางสังคม (Social or Public Services)
บางตำราใช้ภายใต้ชื่อ Universal Programmes (หรือ Demo Grants) บริการที่จัดให้ เช่น การสาธารณสุข การศึกษาในภาคบังคับ การป้องกันภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันประเทศ การจัดที่อยู่อาศัย การช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ สวัสดิการและการดูแลเด็ก เช่น การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก และการบริการครอบครัว ซึ่งให้กับประชาชนโดยทั่วไป

3.2 การสังคมสงเคราะห์ (อาจเรียกว่าการประชาสงเคราะห์ หรือ การสงเคราะห์)  (Social or Public Assistance)
เป็นสวัสดิการที่จัดตามหลักการสังคมสงเคราะห์ (Social Work) มักจะเป็นการให้เปล่าในตัวเงิน สิ่งของ หรือ บริการ หรือ หลายอย่างร่วมกัน ที่จัดให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือมีปัญหาพิเศษ เช่น คนตาบอด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ที่ขาดผู้อุปการะ ผู้ไม่มีงานทำ ผู้ประสบภัยหรือภาวะยากลำบากอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่ตกจากระบบสวัสดิการหลักๆ ในระบบการจ้างงาน เช่น การประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนเงินทดแทน

3.3 การประกันสังคมนอกสถานประกอบการ เช่น การทำประกันสังคมโดยผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ


4.    แบ่งตามที่มาของเงินทุนที่ใช้


4.1 ใช้จากงบประมาณของรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่น (ทั้งหมดหรือโดยส่วนใหญ่)
ได้แก่ การสังคมสงเคราะห์ และ การบริการสังคม (โดยส่วนใหญ่) โดยอาจจัดตั้งเป็นกองทุน หรือ ในการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี
        4.2 ใช้จากงบประมาณของรัฐ แรงงาน นายจ้าง ได้แก่ การประกันสังคม
        4.3 ใช้จากงบประมาณของนายจ้าง ได้แก่ สวัสดิการที่นายจ้างจัดให้คนทำงานของตน
        4.4 ใช้จากงบประมาณของลูกจ้าง ได้แก่ สวัสดิการที่จัดโดยสหภาพแรงงานหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการให้กับสมาชิกและครอบครัว
        4.5 ใช้จากงบประมาณของสมาชิกในองค์การหรือชุมชน (โดยรัฐหรือองค์การปกรองส่วนท้องถิ่นสมทบ) ได้แก่ สวัสดิการของสหกรณ์ประเภทต่างๆ และสวัสดิการชุมชนที่มีให้กับสมาชิก
        4.6 ใช้จากเงินค่าบริการที่ผู้รับบริการจ่าย
        4.7 ใช้จากหลายแหล่งเงินผสมผสานกัน


5.    แบ่งตามผู้ให้บริการ ได้แก่

5.1 รัฐเป็นผู้ให้บริการ
5.2 องค์การสาธารณประโยชน์หรือองค์การอาสาสมัครเป็นผู้ให้บริการ
5.3 นายจ้างเป็นผู้ให้บริการ
5.4 สหภาพแรงงานเป็นผู้ให้บริการ
5.5 สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นผู้ให้บริการ
5.6 องค์กรธุรกิจเป็นผู้ให้บริการ
5.7 องค์กรชุมชนเป็นผู้ให้บริการ
5.8 องค์การของประชาชนหรือสมาชิกแบบอื่นๆ เป็นผู้ให้บริการ


6.    แบ่งตามผู้รับบริการ ได้แก่

6.1 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ
6.2 ผู้ใช้แรงงานภาคเอกชนในสถานประกอบการทั่วไป
6.3 ผู้ใช้แรงงานนอกสถานประกอบการ/ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
6.4 สมาชิกในองค์การประชาชนรูปแบบต่างๆ
6.5 แรงงานอพยพ
6.6 ผู้ลี้ภัย
6.7 ประชาชนทั่วไป
6.8 ประชาชนเฉพาะกลุ่มต่างๆ


7.    แบ่งตามประเภทภาคองค์กรผู้จัด ได้แก่

7.1 จัดโดยองค์การภาครัฐ
7.2 จัดโดยองค์การภาคประชาชน
7.3 จัดโดยองค์การภาคธุรกิจเอกชน



III. สาระสำคัญของการจัดสวัสดิการสังคมในบางกลยุทธ์และโปรแกรม

1. การประกันสังคม (Social Insurance)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์

-    ลูกจ้างเข้าร่วมโดยบังคับ
-    ผู้ประกันตนเอง เข้าร่วมโดยสมัครใจ
-    มักจะกำหนดขนาดสถานประกอบการว่ามีจำนวนคนงานอย่างต่ำเท่าใด จึงจะต้องบังคับตามกฎหมาย

การเงิน
-    จัดตั้งกองทุนกลางนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลอาจมีส่วนสมทบ
-    สามารถนำเงินกองทุนกลางไปลงทุนอื่นๆ เป็นรายได้เพิ่มเติมได้

สิทธิประโยชน์
1.    การรักษาพยาบาลทางการแพทย์
2.    ผลประโยชน์ทดแทนเป็นเงินได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย ว่างงาน ชราภาพ (เกษียณอายุ) การเจ็บป่วยนอกการทำงาน เงินสงเคราะห์ครอบครัว เงินช่วยค่าคลอดบุตร เงินทดแทนการทุพพลภาพ และเงินบำนาญตกทอด
3.    การจ่ายผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับการสมทบเงิน ไม่จำเป็นต้องทดสอบระดับความยากจน/ร่ำรวย (means test)
4.    อัตราการสมทบเงินขึ้นอยู่กับระดับรายได้มักมีกำหนดขั้นต่ำและขั้นสูง

การบริหารงาน
-    มีคณะกรรมการบริหารร่วมระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล
-    สำนักงานอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

ข้อสังเกตพิเศษ
การสมทบเงินกองทุนกลาง แตกต่างกันไปตามประเภทสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อย ไม่จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องสมทบเท่ากันทุกกรณี แต่สำหรับประเทศไทยการสมทบเท่ากันตอนเริ่มแรกประกาศใช้กฎหมาย (พ.ศ. 2533) คือ นายจ้าง : ลูกจ้าง : รัฐบาล =  1 : 1 : 1 ปัจจุบันแต่รัฐบาลรับผิดชอบน้อยลง คือ สมทบน้อยลง รวมทั้งติดค้างเงินสมทบอีกต่างหาก


2. กองทุนเงินทดแทน (Workmen’s Compensation)


ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
-    ลูกจ้างในบริษัท
-    โดยปกติกำหนดขนาดสถานประกอบการที่บังคับใช้ตามกฎหมาย


การเงิน
-    นายจ้างสมทบฝ่ายเดียว (0.2-2% ของค่าจ้างลูกจ้าง ตามระดับการเกิดอันตรายหรือเป็นโรคของลูกจ้าง – อัตราการจ่ายเปลี่ยนแปลงได้)
-    ไม่สามารถนำเงินกองทุนไปลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ได้


สิทธิประโยชน์
1.    การรักษาพยาบาลทางการแพทย์
2.    เงินทดแทนการขาดรายได้  การพิการทุพพลภาพ เนื่องจากการเจ็บป่วยในงาน
3.    เงินช่วยค่าทำศพ
4.    บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ
5.    การจัดหางานหรืออาชีพใหม่ให้


การบริหารงาน
-    มีคณะกรรมการบริหารร่วมระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล
-    สำนักงานอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล


ข้อสังเกตพิเศษ
บริษัทที่มีอัตราการประสบอันตรายของลูกจ้างสูงจะเสียค่าสมทบสูงและทำให้สินค้าราคาแพงและอาจสูญเสียลูกค้าได้ง่ายกว่าบริษัทที่มีประวัติอัตราเงินสมทบต่ำ


3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์

-    ลูกจ้างในบริษัทไม่จำกัดขนาดจำนวนลูกจ้างในกิจการนั้น

การเงิน
-    นายจ้างสมทบร่วมกับลูกจ้างโดยนายจ้างสมทบมากกว่า
-    ดำเนินการโดยสมัครใจ (เว้นแต่มีกฎหมายบังคับให้ต้องจัดตั้งและเข้าร่วม)
-    นำเงินกองทุนไปแสวงหาผลประโยชน์เช่น ฝากธนาคาร หรือลงทุนตามที่กฎหมายกำหนดไว้
-    รัฐช่วยในเชิงการลดหย่อนเงินคำนวณภาษีรายได้จากนายจ้างและลูกจ้าง

สิทธิประโยชน์
1.    เงินบำเหน็จเป็นก้อนครั้งเดียวเมื่อออกจากงาน ตาย หรือลาออกจากกองทุน
2.    จ่ายให้แก่ทายาทได้
3.    นายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับลดหย่อนภาษีจากการสมทบเงินได้ในระดับหนึ่ง
4.    การจ่ายเงินไม่คำนึงถึงค่าเงินที่ลดลงแต่ได้ดอกเบี้ยสะสม

การบริหารงาน
-    มีคณะกรรมการบริหารร่วมกองทุนภายในบริษัทประกอบด้วย นายจ้างและลูกจ้าง
-    มีการมอบอำนาจการจัดการกองทุนให้แก่สถาบันการเงิน นำเงินกองทุนไปลงทุนแสวงหาผลประโยชน์
-    กระทรวงการคลังควบคุมกำกับ

ข้อสังเกตพิเศษ
การจัดการกองทุนที่ยืดหยุ่นจะสามารถถอนเงินบางส่วนมาใช้ในกรณีจำเป็นได้ เช่น เมื่อป่วยหนัก ว่างงาน ซื้อบ้าน หรือเพื่อการศึกษา


4. การบริการทางสังคม (Social or Public Services) บางตำราใช้ภายใต้ชื่อ Universal Programmes (Demo grants)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
ประชาชนทุกคน
การเงิน
รัฐบาลจ่ายเงินจากงบประมาณแผ่นดินหรือภาคเอกชนรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หรือรัฐ สนับสนุนบางส่วนโดยผู้รับบริการมักจะออกเงินบางส่วน

สิทธิประโยชน์

-    การสาธารณสุข เช่น เรื่องการรักษา การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ บัตรสุขภาพ
-    การศึกษาในภาคบังคับ
-    การป้องกันภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันประเทศ
-    การจัดที่อยู่อาศัย
-    การบริการวางแผนครอบครัว
-    ฯลฯ

การบริหารงาน
โดยหน่วยงานราชการโดยองค์การเอกชนสาธารณประโยชน์ โดยวัด โบสถ์ ฯลฯ

ข้อสังเกตพิเศษ
มักจะประสมประสานกับการประกันสังคม


5. การสังคมสงเคราะห์ (Social or Public Assistance)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
ประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือมีปัญหาพิเศษ คนตาบอด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ชาวเขา เด็ก และสตรีด้อยโอกาส ผู้ที่ขาดผู้อุปการะ เด็กที่มีปัญหาพิเศษ ผู้มีปัญหาเดือดร้อนเป็นพิเศษ และผู้ว่างงาน โดยเฉพาะผู้ที่ตกจากระบบสวัสดิการหลักๆ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเงินทดแทน

การเงิน

จ่ายจากงบประมาณแผ่นดิน หรืองบประมาณส่วนท้องถิ่น

สิทธิประโยชน์
-    ตรวจสอบความจำเป็นก่อนให้สวัสดิการ (Means testing) จากทรัพย์สิน และรายได้ แต่อาจไม่รวมเงินออม
-    ผลประโยชน์ช่วยเหลืออาจเป็นบริการ เงิน หรือสิ่งของ เพื่อบุคคลนั้นมีรายได้ หากเป็นเงินจะจ่ายเป็นอัตราตายตัว (flat rate) เช่น การช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ  เงินสงเคราะห์คนชรา ซึ่งอาจจัดทำในรูปกองทุนหรือจ่ายจากงบประมาณประจำปี การจัดบ้านพักฟื้น สวัสดิการและการดูแลเด็ก เช่น การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก ศูนย์หรือบ้านพักคนชรา
-    ฯลฯ

การบริหารงาน
-    โดยหน่วยงานราชการ
-    โดยองค์การเอกชนสาธารณประโยชน์
-    โดยวัด โบสถ์ ครอบครัว ฯลฯ

ข้อสังเกตพิเศษ
รากฐานระบบความมั่นคงทางสังคมของประเทศไทยมาจากการสังคมสงเคราะห์

6.โครงการที่รับผิดชอบโดยนายจ้าง (Employers’ Liability Programme)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์

ลูกจ้างในบริษัทและอาจรอบคลุมพ่อแม่และบุตรของลูกจ้าง

การเงิน
นายจ้างรับผิดชอบ

สิทธิประโยชน์
-    ชุดทำงาน
-    ร้านสวัสดิการ
-    ฌาปนกิจสงเคราะห์
-    เงินชดเชยการออกจากงาน
-    เงินกองทุนบำเหน็จ
-    เงินทุน/การจัดบริการด้านการศึกษาแก่ลูกจ้างหรือบุตร
-    การประกันชีวิต
-    การจัดให้มีประกันสุขภาพแก่ลูกจ้างหรือครอบครัว
-    เงินกู้จากสถาบันการเงิน ฯลฯ
-    อื่นๆ

การบริหารงาน
-    นายจ้าง โดยอาจมีผู้แทนลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเข้าร่วมบริหาร
-    สหกรณ์ออมทรัพย์ที่นายจ้างมีบทบาทในการบริหาร

ข้อสังเกตพิเศษ
เป็นโครงการที่นายจ้างริเริ่มจัดหรือเกิดการเจรจาต่อรองระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง

7.โครงการที่จัดโดยองค์การของลูกจ้าง เช่น สหภาพแรงงาน (Union’s Responsible Programme)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
สมาชิกสหภาพแรงงาน และอาจครอบคลุมพ่อแม่และบุตร

การเงิน
ค่าบำรุงสมาชิกสหภาพแรงงานหรือรายได้ของสหภาพแรงงาน

สิทธิประโยชน์
-    ฌาปนกิจสงเคราะห์
-    เงินช่วยการตกงาน
-    การประกันชีวิต
-    เงินทุนการจัดบริการด้านการศึกษาแก่สมาชิก สหภาพแรงงาน หรือ สมาชิกในครอบครัว
-    เงินเยี่ยมการเจ็บป่วย

การบริหารงาน
สหภาพแรงงานเป็นเจ้าของและผู้บริหาร
สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ลูกจ้างมีบทบาทในการบริหาร

ข้อสังเกตพิเศษ
เป็นโครงการเพื่อการจูงใจให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกและร่วมกิจกรรมกับสหภาพแรงงาน


8. โปรแกรมอื่นๆ


8.1 สวัสดิการทหารผ่านศึก (Veterans Social security Programme)


ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์

ทหารผ่านศึก หรือทายาท/ผู้อยู่ใต้อุปการะ

การเงิน
-    รับเงินจากการพิการ ตามส่วนเป็นรายเดือน
-    เงินทุนเพื่อการศึกษา/อบรมหรือบริการด้านการศึกษา/อบรม
-    การรักษาพยาบาลและทางการแพทย์
-    ภรรยาและบุตรมีสิทธิรับเงินหากผู้พิการเสียชีวิตและอาจไม่ได้รับ/หรือน้อยหากร่ำรวย

การบริหารงาน
หน่วยงานราชการของกองทัพ

ข้อสังเกตพิเศษ
มีความหลากหลายแล้วแต่ประเทศระบบกฎหมายและประเพณี

8.2 สวัสดิการข้าราชการ (Civil Security Programme)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
ข้าราชการ

การเงิน
-    จากงบประมาณแผ่นดิน
-    มีการใช้ระบบกองทุนบำเหน็จข้าราชการ (กบข.) เริ่มในปีงบประมาณ 2540

สิทธิประโยชน์
-    การรักษาพยาบาล
-    ฌาปนกิจสงเคราะห์
-    เงินบำเหน็จ/บำนาญ ฯลฯ
-    เงินกู้
-    ฯลฯ

การบริหารงาน
หน่วยงานราชการ
สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร และสหกรณ์ออมทรัพย์และหน่วยงานราชการร่วมกัน


8.3 สวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจ (Public Employees Social Security programme)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
พนักงานรัฐวิสาหกิจ

การเงิน
เงินของรัฐวิสาหกิจเอง แต่บางแห่งอาจได้รับงบประมาณดำเนินงานสนับสนุนจากรัฐบาล
และจากสถาบันการเงิน

สิทธิประโยชน์
-    การรักษาพยาบาลพนักงาน และอาจมี พ่อแม่และบุตร
-    เงินสงเคราะห์บุตร
-    ทุนการศึกษาบุตร
-    ฌาปนกิจสงเคราะห์
-    เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-    เงินกู้
-    ฯลฯ

การบริหารงาน
-    รัฐวิสาหกิจบริหารเองภายใต้การควบคุมของกระทรวงการลัง
-    บางประเภทกองทุน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะมีพนักงานและฝ่ายบริหาร แต่มีสถาบันการเงินเป็นผู้จัดการกองทุน
-    สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารและสหกรณ์ออมทรัพย์และรัฐวิสาหกิจร่วมกันรับผิดชอบ

ข้อสังเกตพิเศษ
สหภาพแรงงานมีอิทธิพลอย่างสำคัญในการกำหนดและดำรงไว้ซึ่งสวัสดิการแรงงานของชาว

รัฐวิสาหกิจ

8.4 สวัสดิการครู (Teachers’ Social Security Programme)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์

ครูเอกชน

การเงิน
มีการจัดตั้งระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยครูสมทบ 3% เจ้าของโรงเรียนสมทบ 6%

สิทธิประโยชน์
-    เงินบำเหน็จเป็นก้อน เมื่อออกจากงาน หรือเสียชีวิต ฯลฯ
-    เงินกู้

การบริหารงาน
ครูและเจ้าของโรงเรียนร่วมกันบริหาร


8.5 สวัสดิชุมชน (Community’s Social Security Programme)


ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
สมาชิกชุมชนตามพื้นที่ต่างๆ หรือ ชุมชนรูปแบบอื่นๆ

การเงิน
ค่าบำรุงสมาชิกชุมชน และอาจมีการจัดเก็บเพิ่มเติมเป็นรายประเภทสวัสดิการที่จะได้สิทธิประโยชน์ โดยตั้งเป็นกองทุนเฉพาะด้าน

สิทธิประโยชน์
-    เงินค่ารักษาพยาบาล
-    เงินชราภาพ
-    เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
-    เงินเพื่อการศึกษาบุตร
-    เงินกู้เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกอบอาชีพและอื่นๆ
-    สวัสดิการอื่นๆ

การบริหารงาน
องค์กรชุมชนตามระบบประชาธิปไตยชุมชน

8.5 ประกันชีวิตและประกันภัยเอกชน (Private Insurance)

ผู้รับการคุ้มครอง/ผู้รับประโยชน์
ประชาชนผู้ทำประกัน

การเงิน
ผู้ทำประกันจ่ายเงินเป็นรายเดือนหรือรายปี  

สิทธิประโยชน์
-    เงินค่ารักษาพยาบาล
-    เงินค่าชดเชยการนอนพักรักษาตัว
-    เงินฌาปนกิจสงเคราะห์
-    ทุนการศึกษาบุตร
-    เงินกรมธรรม์ที่ได้รับเมื่อเกิดวามเสียหาย เช่น ยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย
-    สวัสดิการอื่นๆ

การบริหารงาน
บริษัทเอกชน หรือ ระบบสหกรณ์

สรุป
    รัฐสวัสดิการครอบคลุมสถาบัน โปรแกรมหรือโครงการและกิจกรรมต่างๆ โดยความเป็นรัฐสวัสดิการนั้นจำต้องสัมพันธ์กับการมีระบอบสวัสดิการ และระบบเศรษฐกิจผสมของการจัดสวัสดิการด้วย ในส่วนของการจัดสวัสดิการสังคมย่อมมีได้ในลักษณะบริการที่ได้รับร่วมกัน และ หลากหลายประเภทออกไปตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่บุคคลประเภทต่างๆ
ในอนาคต สังคมไทยย่อมต้องการการผสมผสานของการจัดบริการสวัสดิการสังคมมากขึ้นๆ เพื่อไปสู่ความเป็นรัฐสวัสดิการที่แท้จริง

หนังสือประกอบการเขียน

Cochrane, Allan; Clarke, John and Gewirtz, Sharon (2001) (second edition) Comparing Welfare
    States. London, Sage.
Dryzek, J. (2005) The Politics of the Earth. 2nd edition, Oxford University Press, Oxford.
Esping-Andrsen, G (1990) The Three Worlds of Welfare Capitalism. Cambridge, Polity Press.
Meadowcroft, J. (2005) “Environmental Political Economy, Technological Transitions and the
    State.” New Political Economy, 10: 479–498.
โชคชัย สุทธาเวศ (2543) “เปรียบเทียบ Programmes/Strategies ต่างๆ ของระบบความมั่นคงทาง
    สังคม” หลักสูตรสังคมสงเคราะห์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิม
    พระเกียรติ.



อ่าน 3578 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 ข้อเสนอต่อปฎิญญาอาเซียน ว่าด้วยการปกป้อง-ส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติ
 ความรู้พื้นฐานว่าด้วยรัฐสวัสดิการและสวัสดิการสังคม
 ประกันสังคมไทยภายใต้บริบทความมั่นคงทางสังคม : 25 ปี ที่ผ่านมากับ 25 ปีในอนาคต
 รัฐสวัสดิการกับสังคมสวัสดิการ : มุมมองทางทฤษฎี
 แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์งาน

 
 
 
   รำลึก...ชีวิตการงาน ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร 
   บรรณานุกรมผลงาน 
   อาจารย์ป๋วยกับจริยะธรรมในการพัฒนา 
   รำลึกถึงปรีดี และการปฎิวัติที่แท้จริง 
    อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย  
   อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย 
   อาจารย์ป๋วย ผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจต่อผู้ใช้แรงงาน 
   อาจารย์ผู้สร้างระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน 
   ระดมกำลังสติปัญญาช่วยแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 
   ภาระความรับผิดชอบ ความถูกต้องของคณะกรรมการค่าจ้าง 
   ญี่ปุ่นในยุค เครื่องจักรและหุ่นยนต์ 
ดูทั้งหมด >>
 
 
 
 
หน้าหลัก | ข่าวสารและกิจกรรม | วัตถุประสงค์ | นโยบาย | คณะกรรมการ | รูปภาพ | สมุดเยี่ยมชม | ติดต่อมูลนิธิ
Copyright 2009 www.nikonfoundation.org All rights reserved.
ข้อมูลภายใต้การดูแลของ มูลนิธินิคมจันทรวิทุร   Tel : 081-6134792   E-mail : octnet74@gmail.com