รำลึก ศ.นิคม จันทรวิทุร...
สกุล สื่อทรงธรรม- [ 1 ม.ค. 13, 07:00 น. ]

 

นิคม จันทรวิทุร : ปูชนียบุคคลของแรงงานไทย 

สกุล สื่อทรงธรรม
ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
--------------------------------------------------------------

อาจารย์นิคม…ที่ข้าพเจ้ารู้จัก

เทิดภูมิ ใจดี


นิคม จันทรวิทุร : ปูชนียบุคคลของแรงงานไทย
Nikhom Chandhavitoon : A Worthy Person of Thai Workers

สกุล สื่อทรงธรรม
Sakool Zuesongtham
ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
Chairperson Arom pongpangan Foundation

1

"อาจารย์นิคม" หรือ ศาสตราจารย์ นิคม จันทรวิทุร นักวิชาการ และนักขับเคลื่อนด้านแรงงาน ซึ่งนักแรงงานน้อยคนจะไม่รู้จัก ท่าน ในวงการแรงงานระหว่างประเทศ ชื่อเสียงของ "Professor Nikom"มาพร้อมๆกับการพูดถึงประเด็นต่างๆ ของแรงงานไทย ในเวทีสากลนั่นเป็นเพราะการทุ่มเทอย่างสุดจิตสุดใจให้กับแรง งานไทย ต้องการเห็นแรงงานไทยมีสถานภาพในทางเศรษฐกิจ และสังคมทัดเทียมกับหลายๆ ประเทศที่ท่านได้พบเห็นมา

โดยเฉพาะในเรื่องของหลักการพื้นฐานที่เป็นอนุสัญญาออกมา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติในอุตสาหกรรมการผลิตและ บริการทุกแขนง โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อันถือว่า เป็นองค์กรต้นแบบของระบบไตรภาคีซึ่งยอมรับกันเกือบทั่ว โลก นั่นคือนายจ้างลูกจ้าง และรัฐบาล ซึ่งเป็นเสาหลักในการประกัน ความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายมีเกียรติ ศักดิ์ศรีและความเสมอภาค ในการอยู่รวมกัน

ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2462 จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ คำว่า"ไตร ภาคี" ไม่มีใครเข้าใจความหมายเป็นอย่างอื่น นอกจากความสัม พันธ์ของนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ในระบบแรงงานสัมพันธ์ องค์กรอื่นๆที่พยายามใช้คำว่า "ไตรภาคี" โดยมิได้หมายถึง นายจ้างลูกจ้างและรัฐบาล แล้ว มักจะใช้อยู่ได้ในวงอันจำกัด และ ในที่สุดก็เลือนหายไป

ในขณะที่เป็นข้าราชการ อาจารย์นิคมจะเป็นกลไกที่ตรงไปตรงมา ในบทบาทของผู้แทนรัฐบาล ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ผลงาน ต่างๆที่เป็นทั้งบทความ ปาฐกถา สุนทรพจน์ และการอภิปรายในที่ ต่างๆ จึงเป็นที่ยอมรับในแง่ "มีความเป็นกลาง" มองประโยชน์ของ ประเทศในระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ผลงานที่เป็นกฎหมายท่านภาคภูมิใจและพูดถึงเสมอคือ การผลัก ดันให้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งแปลงมาจากประกาศ คณะปฏิวัติฉบับที่ 103 การผลักดันให้สตรีลาคลอดได้ 90 วัน พระ ราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และพระราชบัญญัติประกัน สังคม พ.ศ.2533 ซึ่งยกเลิกพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับเป็นผลงานการ ผลักดันของท่านที่น่าจะเป็นผลงานที่ท่านภูมิใจมากที่สุดเพราะเป็น ผลงานที่ท่านทุ่มเทให้ทั้งชีวิตจิตใจ ต่อสู้เพื่อให้มีการยกเลิกกฎ หมายเดิมที่ล้าสมัยและใช้กฎหมายใหม่ที่ทันโลกทันสมัยเป็นหลัก ประกันสำคัญระยะยาวสำหรับลูกจ้างได้ดีที่สุด

หลังจากต่อสู้มาตลอดกว่าสามสิบปี รัฐสภาก็มีมติให้ผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาในสมัยรัฐบาลที่มี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี ผลงานนี้ แม้ผู้นำคนสำคัญที่ร่วมต่อสู้เรียกร้อง มากับท่านก็มิได้มีโอการได้เห็น คือ ไพศาล ธวัชชัยนันท์ อดีต ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีต ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่ง ล่วงลับไปก่อนวัยอันควรเป็นเวลาสองปีก่อนกฎหมายประกันสังคม คลอดโดยที่กฎหมายประกันสังคมที่ออกมามิได้ให้การคุ้มครอง ถึงการประกันกรณีการว่างงานและกรณีชราภาพ สำหรับกิจการ ที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป อาจารย์นิคมจึงอยู่ในขบวนการ ร่วมกับผู้ใช้แรงงานในการเรียกร้องให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย จวบจนวันสุดท้ายของท่าน

ท่านคงจะจากไปโดยสงบเมื่อรู้ว่า หลังเดือนมีนาคม 2545 จะได้ เวลาที่รัฐบาลจะให้ความคุ้มครองต่อลูกจ้างสำหรับสถานประกอบ การที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปเสียที

2

ผู้เขียนเริ่มสนิทสนมกับอาจารย์นิคม ในยุคที่บรรยากาศทางการ เมืองร้อนแรงถึงขีดสุด ปี 2534 เมื่อทราบว่าสำนักงานมูลนิธิอา รมณ์ พงศ์พงัน ถูกหางเลขจากการยึดอำนาจของคณะรักษาความ สงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ให้ต้องอพยพจากการประปานคร หลวง พร้อมไปกับการสั่งยุบสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน ซึ่งมีอาจารย์นิคม จันทรวิทุร เป็นประธาน ได้มีการจัดการพบปะพูดคุยกันที่โรงแรมเวียงใต้ บางลำพู เพื่อหา ทางช่วยเหลือ "บัณฑิตย์ ธรรมตรีรัตน์" (หรือนามสกุลปัจจุบัน "ธน ชัยเศรษฐวุฒิ") นักวิชากรรของมูลนิธิที่ถูกจับกุมตัวโดยตำรวจ สันติบาลในข้อหาเผยแพร่เอกสารต่อต้านการยึดอำนาจของ รสช. ในที่ประชุมอาจารย์นิคมได้เปรยขึ้นว่า มูลนิธิอาจถูกมองว่ามีส่วน ร่วมต่อต้านอำนาจรัฐเผด็จการเช่นนี้ ทางผู้บริหารการประปาคง ไม่กล้าปกป้องเพื่อรักษามูลนิธิโดยการให้ที่พักพิงอีกต่อไป

ผู้เขียนเป็นหนึ่งในกรรมการสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงิน แห่งประเทศไทย(สธง.) และเป็นกรรมการสหภาพแรงงานธนาคาร กรุงเทพจึงออกปากว่า หากมูลนิธิมีความจำเป็นต้องย้ายจะลองไป ขอให้ สร.ธนาคารกรุงเทพแบ่งเนื้อที่ของสำนักงานให้เช่า เพราะ สร.ธนาคาร กรุงเทพมีอาคารสำนักงานอยู่ระหว่างปรับปรุงที่เขต ราษฎร์บูรณะอาจารย์นิคม ได้ยินดังนั้นก็ยินดี เพราะอย่างน้อยก็มี โอกาสที่จะไม่ต้องระหกระเหินไปหาสถานที่ซึ่งไม่เกี่ยวกับแรงงาน มาเช่าเป็นสำนักงาน ท่านอยากให้มูลนิธิมีความกลมกลืนอยู่ใน ขบวนการแรงงาน ซึ่งนอกจากจะสะดวกในการให้บริการแก้ผู้ใช้ แรงงานแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับการต้องเสียค่าเช่าแพงโดยไม่ จำเป็นด้วย

ในที่สุด เมื่อสำนักงานเสร็จเรียบร้อยในกลางปี 2534 มูลนิธิอา รมณ์ พงศ์พงัน ก็ได้สำนักงานใหม่ร่วมกับสหพันธ์แรงงานอุตสา หกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องหนังแห่งประเทศไทย (สพท.) กับสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศ ไทย (สธง.) ซึ่งยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน

การพูดคุยกันที่โรงแรมเวียงใต้ นำไปสู่การเคลื่อนไหวของนัก วิชาการด้านแรงงานที่ควรบันทึกไว้นั่นคือ เมื่อทราบว่า รสช.จะ ยกเลิกมิให้รัฐวิสาหกิจมีสหภาพแรงงาน อาจารย์นิคมได้เป็น ผู้นำของคณะนักวิชาการและนักแรงงานจำนวนหนึ่งซึ่งประกอบ ด้วย ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์ กับทีมงาน อ.มาลี พฤกษ์พงศาวลี อ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และกรรมการมูลนิธิอารมณ์บางคน รวม ทั้งผู้เขียนด้วย เข้าพบนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ที่บ้าน ในซอยไปดีมาดี ถนนสุขุมวิทในการพบปะครั้งนั้น แม้คุณอานันท์ จะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก แต่จากท่าทีการต้อนรับ และรับฟังข้อท้วงติง ก็ทำให้ตระหนักถึง "เนื้อใน" ของนายก รัฐมนตรีสุภาพบุรุษภาคประชาชนผู้นี้ นอกจากนี้ จากการพูด คุยของทั้งสองฝ่ายได้เห็นการยอมรับในบารมีของอาจารย์นิคม ที่คนขนาดนายกรัฐมนตรีไม่อาจแชเชือนได้

ต่อมา อาจารย์นิคม ก็ได้ยื่นหนังสือของคณะนักวิชาการ ให้แก่ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คัดค้านการใช้ พ.ร.บ.พนักงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ….โดยจำกัดบทบาทของคนงานรัฐวิสา หกิจอย่างเข้มงวด จึงขอให้ประธานสภานิติบัญญัติหาทางออก ให้ผ่อนปรนมากขึ้นในการประชุมผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว

หนังสือฉบับนี้ลงวันที่ 14 เมษายน 2534 นำโดยนักวิชาการเศรษฐศาสตร์แรงงาน หรืออาจารย์ ผู้สนใจปัญหาแรงงานหลายท่าน นอกจากตัวท่านเองก็ยังมีที่ร่วม ลงนาม ได้แก่ จิระ หงส์ลดารมภ์, สุธีรา ทอมสัน, นิพนธ์ พัวพง ศกร, มาลี พฤกษ์พงศาวลี, สังศิต พิริยะรังสรรค์, สุนันทา เสียง ไทย, สมยศ เชื้อไทย และสมคิด เลิศไพฑูรย์

3

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 อาจารย์นิคมได้วางมือจาก การเป็นประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน และไปช่วยเหลือจัดตั้ง มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่ง ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยคนแรก สำหรับประธานมูล นิธิอารมณ์ พงศ์พงัน คนต่อมา อาจารย์ ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ ได้ยอมรับตำแหน่งตามคำร้องขอของอาจารย์นิคม และกรรมการ อื่นๆ

แม้อาจารย์นิคมจะมิได้เป็นประธานมูลนิธิอารมณ์ฯ แต่ก็ยินดีรับ เป็นประธานกรรมการที่ปรึกษา และครั้งใดที่มูลนิธิอารมณ์ฯ จัด กิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นต้องระดมความคิดเห็นอย่างกว้าง ขวาง อาจารย์นิคมก็ได้รับคำเชิญและมาร่วมแสดงความคิดเห็น ทุกครั้ง การอภิปราย แสดงปาฐกถา และแสดงความคิดเห็นของ อาจารย์แต่ละครั้ง ล้วนได้รับการน้อมรับฟังด้วยดีจากที่ประชุม ความแหลมคมของประเด็นการโต้แย้ง

น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาจารย์นิคมได้รับการรับฟังจาก สื่อและสะท้อนต่อไปยังผู้ใช้แรงงานและสาธารณะประเด็นที่เด่น ชัดเช่น เมื่อรัฐบาลชาติชายหรือรัฐบาลชุดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คุณบรรหาร หรือคุณชวน มาคุยว่าภาวะเศรษฐกิจโต เท่านั้น เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าถูกอาจารย์นิคมสวนกลับไปทัน ที่ว่าเศรษฐกิจเติบโตจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อผู้ใช้แรงงาน ยังได้รับ ค่าจ้างเพียงน้อยนิด หรือการส่งออกของไทยขยายตัว อย่างมาก อาจารย์นิคมก็ไม่ตกหลุมพราง บอกว่า สิ่งที่ส่งออก เป็นสินค้าที่เราต้องสั่งส่วนประกอบจากภายนอกจำนวนมาก และ เป็นการมาเอาเปรียบแรงงานไทยโดยกดค่าจ้างให้ต่ำ ผล ประโยชน์จึงมิได้ตกอยู่กับผู้ใช้แรงงานหากเป็นฝ่ายผู้ประกอบ การและทุนต่างชาติ กรณีที่นายจ้างชอบอ้างว่าขาดทุนเพื่อจะได้ ไม่ต้องเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้าง หรือขาดทุนทุกปี แต่มีโรงงานเกิด ขึ้นใหม่ในทำเลอื่นๆ หรือการย้ายโรงงานเพื่อให้ลูกจ้างที่ต้องการ ทำงานกับตนยอมลดค่าจ้างโดยการลงทะเบียนรับสมัครใหม่ อาจารย์นิคมก็ไม่รีรอที่ต้องเปิดโปงทั้งในเวทีอภิปรายและในงาน เขียนของท่านที่มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ชั้นนำ

4

โดยส่วนตัว ผู้เขียนรู้จักอาจารย์นิคม ตั้งแต่เป็นนักศึกษาในปี 2512 เพราะต้องอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแรงงานสำหรับการเขียน เรียงความ "กึ่งศตวรรษองค์การแรงงานระหว่างประเทศ" เนื่อง ในโอกาสครบ 50 ปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ชิงรางวัลของ กรมแรงงาน (ซึ่งได้รับการร่วมมือจากสายการบินเอสเอเอสและ การบินไทยในการจัดรางวัลตั๋วเดินทางให้ผู้ชนะเลิศไปดูงานของ ไอแอลโอ ที่เจนีวา บริษัทปูนซีเมนต์ไทยจัดเงินรางวัลให้ 5,000 บาท ไอแอลโอ จัดที่พักที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลเจแนฟ ให้ 1 สัปดาห์) ผู้เขียนได้อ่านบทความหลายชิ้นปรากฏชื่ออาจารย์เป็น ผู้เขียน หลังอ่านแล้วก็ไปย่อยเป็นฐานความคิดเขียนเรียงความ ส่งไปประกวด ซึ่งไม่ผิดหวังได้รางวัลชนะเลิศประเภทประชาชน ตามที่ตั้งใจ ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ถ้าจำ ไม่ผิด วันที่พบอาจารย์ครั้งแรกคือ ในเดือนตุลาคม 2512 เมื่อ ผู้เขียนไปรับรางวัลที่หอสมุดแห่งชาติ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงมหาดไทยขณะนั้นคือ คุณทวี แรงขำ เป็นผู้มอบ ซึ่งมีอธิบดี กับเจ้าหน้าที่กรมแรงงานหลายคนไปร่วมแสดงความยินดีและ เป็นสักขีพยานด้วย ต่อมา ผู้เขียนก็ได้พบกับอาจารย์นิคมขณะ ที่ผู้เขียนอยู่ปีที่ 4 แผนกอิสระวารสารศาสตร์ ม.ธ. ผู้เขียนต้อง เรียนวิชาแรงงานและสวัสดิการด้วย อาจารย์พิเศษที่สอนวิชานี้คือ อาจารย์นิคม ทำให้เห็นความขยันของข้าราชการคนหนึ่งที่พยายาม จัดเวลาให้กับงานสอนหนังสือ จำได้ว่ากฎหมายแรงงานที่มีอยู่ใน ยุคนั้นไม่ยาก และอาจารย์ก็สอนดี แต่ผู้เขียนก็สอบไม่ได้ดีนัก เพราะความไม่เคยชินหรือไม่ก็ไม่ชัดเจนกับแรงงานและสวัสดิ การตามที่ฝ่ายนายจ้างกับรัฐจัดให้ซึ่งมุ่งออกมาบังคับทางเดียว ไม่ใช่แม้แต่ทวิภาคี

อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็สอบผ่าน หลังสอบแล้วได้เจออาจารย์ นิคมอีก ท่านก็ได้แนะนำเพิ่มเติมว่าผู้เขียนควรสนใจด้าน แรงงานให้มากขึ้น เพราะมีคนไม่กี่คนที่สนใจและเขียนเกี่ยว กับเรื่องแรงงานได้

มาพบท่านอีกครั้งก็ตอนพนักงานธนาคารและบริษัทการเงินหลาย แห่งร่วมกันก่อตั้งสหภาพแรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศ ไทย เมื่อปี 2518 ผู้เขียนซึ่งร่วมก่อตั้งด้วยได้ไปรับทะเบียนสหภาพ จากอาจารย์ในฐานะที่อาจารย์เป็นอธิบดีกรมแรงงาน ผู้เขียน ไม่แน่ใจว่า ท่านจะจำผู้เขียนได้ แต่ท่านก็จำได้ หลักจากนั้น เป็นต้นมาท่านจำผู้เขียนได้ดีทีเดียว ท่านอาจจะจำผู้นำแรงงาน ได้มากกว่าข้าราชการในบังคับบัญชาของท่านเสียอีก เพราะผู้นำ แรงงานมักจะเชิญท่านไปในงานต่างๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะในการ เปิดสัมมนาด้านแรงงานซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของสหภาพแรงงาน ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ๆ ทุกแห่ง และคนที่จะพูดเรื่องเกี่ยวกับการแรงงาน สัมพันธ์ในยุคนั้น ก็หายากเสียเหลือเกิน ส่วนใหญ่อยู่ในกรมแรง งาน ที่เป็นครูบาอาจารย์ก็พอมีบ้าง เช่น จำนง สมประสงค์ จาก ภาคเอกชน เช่น เด่นพงษ์ พลละคร, สุวิทย์ ระวิวงศ์ ระยะหลังจึงมี พิพัฒน์ ไทยอารี, วิจิตร ระวิวงศ์,จุฑา-สุภชัย มนัสไพบูลย์ และ แล ดิลกวิทยรัตน์

นอกจากในการทำงานมูลนิธิอารมณ์ฯ ด้วยกันแล้ว ผู้เขียนได้มี โอกาสได้ช่วยงานจัดทำหนังสือเกี่ยวกับการออก พ.ร.บ.พนักงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ทำให้เห็นความมุ่งมั่นขยันขันแข็ง ของอาจารย์ซึ่งผู้เขียนเองตามไม่ทัน ความรับผิดชอบของผู้เขียน ในหนังสือเล่มนี้ คือรวบรวมเนื้อหา จัดหาโรงพิมพ์ จัดหาคนออก แบบปก และตรวจพิสูจน์อักษร ซึ่งหลังจากการทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ แถมด้วยแรงจากเพื่อนฝูงที่ผู้เขียนพอจะไหว้วานมาช่วย ทำหนังสือได้ ทำให้หนังสือเสร็จออกมาทันในเวลากำหนด และ ได้นำหนังสือส่วนหนึ่งไปจำหน่ายตามศูนย์หนังสือบางแห่งด้วย

การทำหนังสือร่วมกับอาจารย์นิคม และต่อสู้กับ รสช.ทำให้ทราบ ว่า อาจารย์เป็นคนเมืองแพร่ ผู้เขียนก็โตจากลำปาง จึงได้ "อู้คำ เมือง"กันบ้างในบางครั้ง และมีโอกาสไปพบอาจารย์ที่บ้าน ได้รู้จัก "พี่น้อย"คู่ชีวิตของอาจารย์ และคุณนนท์ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความ อาทรที่อาจารย์ได้ให้แก่ขบวนการแรงงานชัดเจนขึ้น เพราะสิ่งที่ อาจารย์คุยในครอบครัวก็คือเรื่องแรงงานเป็นส่วนสำคัญ และคน ที่รู้ใจอาจารย์มากที่สุด ก็คงไม่ใช่ใครอื่น หากเป็นพี่น้อยนั่นเอง

5

เกร็ดเล็กๆ จากอาจารย์นิคม อีกอย่างหนึ่งที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่ง ในชีวิตผู้เขียน คืออุปนิสัยที่ต้องพกไดอารีเล่มเล็กๆ ขนาดพอ เหมาะกับกระเป๋าเสื้อติดตัวเป็นประจำ นี่คือเลขานุการประจำตัว ที่ไว้ใจได้มากที่สุดในการนัดหมาย ในการทำงานร่วมกับท่านครั้ง หนึ่งห้วงปี 2535 อาจารย์บอกผู้เขียนด้วยความเมตตาว่า "ได อารีเล็กๆ นี้มีประโยชน์มาก เป็นเครื่องช่วยความจำที่พกพาง่าย สะดวก คุณน่าจะมีไว้ใช้ประจำตัว"

ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ผู้เขียนจึงมีไดอารีแบบนี้ติดตัวประจำ แม้เนื้อที่จะมีไม่มากแต่ก็เพียงพอที่จะจดข้อความว่าแต่ละวันเรา มีนัดไว้กับใครด้วยเรื่องอะไร ที่ไหน เวลาอะไร ซึ่งช่วยให้ผู้เขียน เป็นคนที่เพื่อนฝูงไม่อาจตำหนิได้ว่าไม่ตรงเวลาหรือขาดนัดหรือ นัดยาก

ในบางปี ผู้เขียนอยากให้อานิสงส์นี้ไปถึงเพื่อนๆ ด้วย จึงซื้อแจก กรรมการสหพันธ์แรงงานหรือคนที่ผู้เขียนเห็นว่าเขาน่าจะต้องใช้ เป็นของที่ระลึกในโอกาสปีใหม่แทนการแจก ส.ค.ส. ถ้าใครต้อง การเขียนประวัติของอาจารย์นิคม ผู้เขียนอยากแนะนำว่าหลักฐาน เอกสารอย่างหนึ่งที่ไม่ควรละเว้น คือการขอไดอารีเล่มเล็กๆของ ท่านมาอ่านประกอบด้วย เพื่อจะได้ระบุเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาใน ชีวิตท่านโดยไม่ผิดพลาด เพราะผู้เขียนเชื่อว่าท่านอาจารย์คงจะ เก็บไดอารีในแต่ละปีไว้อย่างดี

นี่น่าจะเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนพยายามจะเจริญรอยตามท่าน ส่วน การที่จะเขียนหนังสือให้น่าอ่านหรือมีเนื้อหาสาระตามอย่าง ท่านนั้น คงจะอีกนาน หรืออาจเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

 

อาจารย์นิคม…ที่ข้าพเจ้ารู้จัก
Nikom…who I have known.
เทิดภูมิ ใจดี

ขอกราบคารวะดวงวิญญาณ อาจารย์นิคม จันทรวิทุร ผู้ให้คุณงามความดีให้แก่สังคม

กระผมได้รู้จักอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ปี 2514 ท่านเป็นรอง อธิบดีกรมแรงงาน เพื่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็น ลูกศิษย์ ได้แนะนำถึงประวัติของท่านว่า เป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจขบวนการแรงงานดี ผมไปช่วยคุณสนั่น วงศ์สุธี ที่เป็นคนใกล้ชิดกับอธิบดีกรมแรงงานท่านดำริ น้อยมณี ซึ่งเป็นนักแรงงานที่มีความสามารถคนหนึ่ง คุณสนั่นเป็น ตัวแทนองค์การแรงงานต่างประเทศ (BATU) ในด้านการ จัดตั้งและอบรมผู้ใช้แรงงาน ทำการเคลื่อนไหวอยู่ในวงแคบๆ ด้านหนึ่งเพื่อตระเตรียมที่จะรองรับกฎหมายแรงงานที่จะ ประกาศออกมาใช้ในปี 2515 คือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ ที่ 103 เป็นช่วงที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้รักความเป็น ธรรม รักประชาธิปไตย เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ กระแสการ ต่อสู้จากต่างประเทศที่เวียตนาม เรียกร้องเอกราชประชา ธิปไตย ในสหรัฐอเมริกาประชาชนเดินขบวนต่อต้านสงคราม เวียตนาม ได้ส่งผลสะเทือนมาสู่ประเทศไทย นักศึกษาเดิน ขบวน ผู้ใช้แรงงานนัดหยุดงาน เรียกร้องความเป็นธรรม

ผมเคลื่อนไหวอยู่กับผู้ใช้แรงงาน ขบวนการแรงงานยุคเผด็จ การการเคลื่อนไหวถูกจับตามอง ความหวาดระแวงกลัวมือ ที่สามบ้าง ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกรายงานจากเจ้าหน้าที่ของ รัฐ ผมจึงได้พบกับอาจารย์นิคม จันทรวิทุร มากขึ้น ได้แลก เปลี่ยนความคิดเห็นและอุดมการณ์ในการทำงาน ผมจึงได้ รู้ซึ้งว่าท่านเป็นบุคคลที่มีความคิดก้าวไกล มีความรักและ เห็นอกเห็นใจผู้ใช้แรงงานและผู้ด้อยโอกาส

ท่านต้องการให้ผู้ใช้แรงงานมีองค์กรของตัวเอง มีสมาคม มีสหภาพ อย่างเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง และจะเป็นที่พึ่ง ของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง ท่านพูดกับผู้นำแรงงานเสมอ ว่า จะเป็นผู้ประสานกับผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อให้เข้าใจกัน "ขอ ให้น้องๆ มีอุดมการณ์ มีความคิดที่จะทำงานช่วยเหลือผู้ใช้ แรงงานตลอดไป"

ก่อน 14 ต.ค.16 ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากต่อขบวน การแรงงาน ท่านเอาความรู้และประสบการณ์ที่ท่านได้ศึกษา มาใช้ในการทำงาน ท่านเข้าใจรัฐบาลเผด็จการ เข้าใจความ คิดของผู้มีอำนาจที่มีต่อขบวนการแรงงานอย่างไร ทำอย่างไร ถึงจะให้รัฐบาลยอมรับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงานอย่าง อารยประเทศทั้งหลาย นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในยุคสมัยนั้น

เมื่อเดือนมีนาคมปี 2515 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ออกมา อาจารย์ดีใจมาก ท่านได้ทำงานสำเร็จขั้นหนึ่ง ทำ ให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิ จัดตั้งเป็นสมาคมลูกจ้างได้ กฎหมายกำหนดให้เพียงสมาคม ลูกจ้าง เพราะยังหวาดกลัวคำว่า "สหภาพแรงงาน" อยู่ อาจารย์นิคมได้พูดกับผู้นำแรงงานว่า "ตั้งขึ้นมาแล้วต้อง รักษาเอาไว้ให้ได้ พวกน้องๆ ต้องช่วยพี่อีกแรงหนึ่งนะ " อาจารย์นิคมพูดถึงผมว่า มีคนมารายงานพี่ว่า "น้องเป็น พวกฝ่ายซ้ายที่แฝงตัวมาเคลื่อนไหวในขบวนการแรงงาน ผู้ หลักผู้ใหญ่บางคนและพวกนายทุนหัวเก่า พวกเขายังไม่ ยอมรับ อย่าให้เขามีข้ออ้างแล้วมาทุบสมาคมทิ้งแล้วจับกุม ผู้นำเหมือนในอดีตที่เคยมีมาแล้ว" คำเตือนของอาจารย์ นิคม ทำให้พวกเราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น บรรยากาศ แห่งเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานได้เปิดออกมาแล้ว การรวมตัว ของผู้ใช้แรงงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้รวมตัวกันจัด ตั้งสมาคมลูกจ้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผู้นำในแต่ละสมาคม ลูกจ้างได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดและวิธีการทำงาน ใช้กรมแรงงานเป็นที่ประชุม การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ผู้ใช้แรงงาน อาจารย์นิคม ตัวท่านทั้งดีใจและมีความกังวล ใจอยู่ การเคลื่อนไหว การจัดตั้งและการนัดหยุดงานของ ผู้ใช้แรงงานมีมากขึ้น

นักศึกษาที่เคยร่วมทำงานอย่างลับๆ ได้ออกไปช่วยเหลือผู้ ใช้แรงงานอย่างเปิดเผย เจ้าหน้าที่กรมแรงงานต้องทำงาน หนักขึ้น ต้องชมเชยเจ้าหน้าที่กรมแรงงานที่ช่วยเหลือเอา ใจใส่ ให้ความรู้ช่วยเหลือทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความหวาด ระแวงเข้าใจต่อขบวนการแรงงาน เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของกรม แรงงานที่ช่วยเหลือการทำงานของอาจารย์นิคม คือท่าน รองอธิบดี พร อุดมพงษ์, พี่อัมพร จุณณานนท์ ผู้นำแรงงาน ยุคก่อนและหลัง 14ต.ค.16 ยอมรับความดีและความมีน้ำ ใจของท่านได้ นักศึกษาและผู้ใช้แรงงานได้จัดเดินขบวน สนับสนุนการนัดหยุดงานของผู้ใช้แรงงาน มีนักศึกษาได้ เข้าไปช่วย ขบวนการนักศึกษาและผู้ใช้แรงงานถูกใส่ร้าย ป้ายสี ท่านอาจารย์นิคม ท่านเป็นผู้ที่เข้าใจดีมากต่อขบวน การนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน เข้าใจถึงจิตใจผู้รักความเป็น ธรรม เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ผมไม่เคยได้ ยินท่านอาจารย์นิคมตำหนิหรือให้ร้ายต่อขบวนการนักศึกษา มีแต่ยกย่องชมเชยว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิด มีอุดม การณ์ที่เสียสละให้ความนับถือเป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลาน

ท่านอาจารย์ท่านเป็นนักวิชาการ ท่านเป็นข้าราชการ ท่าน เข้าใจถึงปัญหาสังคมได้อย่างลึกซึ้ง ท่านทำงานอย่างมีความ รับผิดชอบ ท่านเป็นคนมีความกล้าหาญกล้าปะทะกับความ คิดที่ไม่ถูกต้อง ยืนหยัดในผลประโยชน์ของส่วนรวม ความคิด และการกระทำของท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ใช่พูดอย่าง ทำอย่าง ทำเพื่อเอาตัวรอด เอาฐานะตำแหน่งหาผลประโยชน์ ส่วนตัว ท่านเป็นอธิบดีกรมแรงงานที่เผชิญปัญหาการต่อสู้ นัดหยุดงานของผู้ใช้แรงงานมากที่สุดที่เคยมีมา การนัดหยุด งานวันหนึ่งมีหลายแห่ง ท่านทำงานใช้หลักหาข้อเท็จจริง ความถูกต้องเป็นธรรมในการแก้ปัญหาท่านไม่เคยใช้อารมณ์ และความรู้สึกของตน

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ปี 2517 ผู้ใช้แรงงานสิ่งทอถูกเอารัด เอาเปรียบมาก

สิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ใช้แรงงานได้รับถูกนายทุนโรงงานลิดรอน จนทนไม่ได้จึงรวมตัวกันนัดหยุดงานพร้อมๆ หลายแห่งและ รวมพลังกันเดินขบวนจากอ้อมน้อย-สมุทรสาคร และจากพระ ประแดง สมุทรปราการ เดินขบวนมาที่กรมแรงงานและท้อง สนามหลวง มีผู้ใช้แรงงานมาร่วมหลายหมื่นคน และมีแนว โน้มที่จะมีการนัดหยุดงานทั่วประเทศ ท่านอาจารย์นิคม และ เจ้าหน้าที่แรงงานต้องทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหา

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ฝ่ายนายทุนยืนหยัดไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ครั้งนั้นนับว่าเป็น การนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของผู้ใช้แรงงานที่ใช้พลังชุมนุม กดดันทั้งฝ่ายรัฐบาลและนายทุนเป็นครั้งแรก ผู้ใช้แรงงาน เตรียมการต่อสู้อย่างยาวนาน สู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ผมเป็นผู้นำคนหนึ่งที่ร่วมในเหตุการณ์ยิ่ง ใหญ่ครั้งนั้น การชุมนุมนัดหยุดงานที่ท้องสนามหลวง มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้ใช้แรงงานสัมผัส ได้ เดินเข้าออกได้อย่างอิสระ นักศึกษาได้เข้าร่วมต่อสู้กับผู้ ใช้แรงงานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นักศึกษาขึ้นปราศรัย ปลุกระดม ให้กำลังใจในการต่อสู้อย่างเต็มที่

อาจารย์นิคมต้องประสานทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนาย ทุน และฝ่ายผู้ใช้แรงงาน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ไปสู่ความรุน แรงซึ่งมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวแน่และยากที่จะแก้ไขได้ ท่าน สามารถยุติปัญหาลงได้ ผลที่ได้จากการชุมนุมใหญ่ครั้งนั้น ผู้ ใช้แรงงานได้ประโยชน์มากทีเดียว เป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ฐานะบทบาทของผู้ใช้แรงงาน ทำให้ฝ่าย นายทุน ฝ่ายรัฐบาล ยอมรับมากขึ้น ยอมแก้กฎหมายให้สิทธิ เสรีภาพผู้ใช้แรงงานมีอิสระ ขัดขวางในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน การละเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐานของนายทุนต้องมีความผิด มีบทลงโทษ (มีข้อตกลงที่ดีมีประโยชน์และให้ความคุ้มครอง ผู้นำแรงงาน และมีการแก้กฎหมายหลายข้อ)

หลังเหตุการณ์ชุมนุมเดือน มิ.ย.2517 ผมพร้อมผู้นำส่วนหนึ่ง ได้ไปพบอาจารย์นิคม อาจารย์พูดกับพวกผมว่า "ขอบใจน้อง มากที่ได้ช่วยกัน พี่ทำมาสิบกว่าปีแล้วยังไม่สำเร็จ แต่น้องทำ ได้สำเร็จภายใน 5 วัน" ผมและเพื่อนคิดว่าอย่างไรอาจารย์ จะต้องตำหนิแน่ๆ เพราะพวกเราพูดค่อนข้างจะรุนแรงและ ดุเดือดมาก แต่ผมกลับได้ยินคำนี้ ผมเทิดทูนเคารพนับถือ เป็นที่สุด ท่านเป็นคนเหนือคนจริงๆ ท่านรองพร พี่อัมพร ท่าน ทั้งสองร่วมแก้ไขปัญหาและใกล้ชิด ท่านก็กล่าวชื่นชมในการ ชุมนุมของผู้ใช้แรงงาน ทำงานอย่างมีเหตุมีผล ได้ประโยชน์ และรู้ประมาณ ทำให้นายทุนและรัฐบาลรับได้อย่างคาดไม่ ถึง เป็นประวัติศาสตร์ของผู้ใช้แรงงานที่มีความสามัคคีกัน และยิ่งใหญ่มาก ท่านรองพรว่า ควรเอาวันนี้เป็นวันสำคัญ ของผู้ใช้แรงงาน ผมกลัวจะไปทำลายจิตใจ สากล 1 พ.ค.

กระแสการต่อสู้และความต้องการเปลี่ยนแปลงมีการเคลื่อน ไหวอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้แรงงานเคลื่อนไหวอย่างมีพลัง มีทิศ ทาง ผู้ที่ทำงานหนักคือท่านอาจารย์นิคม ท่านมีความรัก มี ความห่วงใยนักต่อสู้ ท่านกลัวผู้นำจะถูกทำร้าย ท่านเตือน เสมอๆ ให้ระมัดระวังดูแลตัวให้ดีด้วยพวกอนุรักษ์นิยม คอย ขัดขวางและจ้องทำร้ายอยู่ให้เตือนเพื่อนๆ ด้วย คำเตือนของ อาจารย์เป็นจริง ผู้นำถูกลอบทำร้าย ขบวนการนักศึกษาผู้ใช้ แรงงานถูกใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค. 19 อาจารย์นิคมเป็นคนเสียสละ และทำงานหนักมาก ท่านถูก กล่าวหาจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ใช้แรงงานส่วนหนึ่งกล่าวหา ท่านว่าเป็นพวกนายทุน เพราะท่านมีชื่อยู่ในกลุ่มดุสิต 99 ขณะเดียวกันก็ถูกนายทุนว่าท่านเป็นเครื่องมือให้กับผู้ใช้แรง งาน คนอย่างอาจารย์นิคมไม่แคร์ ไม่หวั่นไหว มีความเชื่อมั่น ในความถูกต้องเป็นธรรม เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีทางที่จะเป็นเครื่องมือให้ใคร เป็นเครื่องมือให้กับความ ถูกต้อง ความเป็นธรรม จะครบ 1 ปีการเคลื่อนไหวใหญ่ของ ผู้ใช้แรงงานเดือน มิ.ย.18 ผมถูกลอบยิง ผมกับเพื่อนร่วมอุดม การณ์จำเป็นต้องหลบไปอยู่ต่างประเทศได้ทราบว่าอาจารย์ ก็ถูกเล่นงานจากฝ่ายขวาจัด

ปี 2527 ผมได้พบกับอาจารย์นิคม ท่านใจดีมากถามถึงน้องๆ ที่หายไปด้วยความเป็นห่วง สมัยพลเอกชาติชาย เป็นนายกฯ ผมได้ทำงานร่วมกับท่านอีกครั้ง ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี วัฒนา อัศวเหม ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เสนอแนวคิดแนวทางการ แก้ไขปัญหาแรงงานที่รัฐบาลต้องฟังและนำไปใช้ ให้รัฐบาล ได้เห็นบทบาทสำคัญของผู้ใช้แรงงานในการพัฒนาประเทศ ผู้ใช้แรงงานต้องมีหลักประกันชีวิตและสุขภาพ คือต้องมีกฎ หมายประกันสังคม กรมแรงงานต้องยกระดับเป็นกระทรวง แรงงาน ต่อมาผมได้เป็นผู้แทนราษฎร ได้ทำงานร่วมกับ อาจารย์นิคม ความคิดของท่านไม่เคยหยุดนิ่ง ท่านได้เสนอ แนวคิด ผลักดันให้รัฐบาลจนประสบผลสำเร็จ กระทรวงแรง งานจัดตั้งขึ้น ท่านดีใจมาก ท่านนึกว่าชีวิตท่านจะไม่ได้เห็น

ท่านอาจารย์นิคมท่านไม่เคยเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยท่าน อุทิศตนและเสียสละให้งานสังคม ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คน ยากคนจนท่านทำงานช่วยคนอย่างมีความสุข งานรำลึก 14 ต.ค. ท่านร่วมทุกๆ ปี 14 ต.ค.44 ท่านมาร่วมงานในฐานะ เป็นประธานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ท่านมาในสภาพที่ นั่งรถเข็ญ สภาพร่างกายของท่านไม่สู้จะดีนัก แต่ว่าจิตใจ ของท่านแกร่งกล้าเหลือเกิน คำพูดที่พูดจากใจจริงของท่าน พูดด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ ที่ได้เห็นอนุสรณ์สถานวีรชน 14 ตุลา ที่ท่านได้เรียกร้องมาตลอด

ก็ได้เห็นก่อนที่ท่านจะจากไป ผมเห็นน้ำตาของท่านไหลออก มา ผมต้องหลบออกมา ทบทวนอดีต-ปัจจุบัน ที่ได้รู้จักกับ ท่านและได้ทำงานร่วมกับท่าน ท่านมีแต่คุณงามความดี มี เมตตา มีคุณธรรมสูงส่ง ยากที่จะหาคนเหมือนท่านในสังคม ไทย

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 44 ข่าวอันเศร้าสลดก็มาถึง คนที่ผมเคารพ นับถือเป็นที่สุดคนหนึ่ง ก็ได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว นับว่าเป็นการ สูญเสียนักต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เป็นธรรมของสังคมไทย ผู้ใช้ แรงงาน ผู้ด้อยโอกาส คนยากคนจนจะไม่มีวันลืมท่าน ประวัติ ศาสตร์ต้องจารึกถึงความเสียสละยิ่งใหญ่ที่ท่านทำเอาไว้ ผล บุญกุศลกรรมแห่งความดีงามให้กับสังคมประเทศนี้ จะไม่ลืม ท่านจะจารึกไว้ไปชั่วนิรันดร์

ด้วยความเคารพนับถือยิ่ง

Credit:http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0010



อ่าน 2446 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 รำลึก...ชีวิตการงาน ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร
 บรรณานุกรมผลงาน

 
 
 
   รำลึก...ชีวิตการงาน ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร 
   บรรณานุกรมผลงาน 
   อาจารย์ป๋วยกับจริยะธรรมในการพัฒนา 
   รำลึกถึงปรีดี และการปฎิวัติที่แท้จริง 
    อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย  
   อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ กับงานแรงงานของประเทศไทย 
   อาจารย์ป๋วย ผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจต่อผู้ใช้แรงงาน 
   อาจารย์ผู้สร้างระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน 
   ระดมกำลังสติปัญญาช่วยแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 
   ภาระความรับผิดชอบ ความถูกต้องของคณะกรรมการค่าจ้าง 
   ญี่ปุ่นในยุค เครื่องจักรและหุ่นยนต์ 
ดูทั้งหมด >>
 
 
 
 
หน้าหลัก | ข่าวสารและกิจกรรม | วัตถุประสงค์ | นโยบาย | คณะกรรมการ | รูปภาพ | สมุดเยี่ยมชม | ติดต่อมูลนิธิ
Copyright 2009 www.nikonfoundation.org All rights reserved.
ข้อมูลภายใต้การดูแลของ มูลนิธินิคมจันทรวิทุร   Tel : 081-6134792   E-mail : octnet74@gmail.com